Nobunaga Concerto The Movie (2016) เมื่อเด็กม.ปลายต้องไปตายแทนจอมทัพในตำนาน
หากคุณเคยประทับใจกับเวอร์ชันอนิเมะหรือฉบับซีรีส์ทางโทรทัศน์มาแล้ว “Nobunaga Concerto The Movie (2016)” คือจิ๊กซอว์ชิ้นสุดท้ายที่จะมาเติมเต็มเรื่องราวทั้งหมดให้สมบูรณ์แบบ นี่คือภาพยนตร์แนว Sci-Fi Historical / Action Comedy Drama ที่หยิบเอาประเด็นสุดคลาสสิกอย่างการข้ามเวลา (Time Travel) มาผสมผสานกับประวัติศาสตร์ยุคสงครามเซนโกคุของญี่ปุ่นได้อย่างสร้างสรรค์ เต็มไปด้วยฉากสงครามสุดอลังการและปมดราม่าขยี้ใจที่พร้อมจะทำให้คุณหัวเราะทั้งน้ำตา
เรื่องราวสานต่อจากฉบับซีรีส์อย่างสมบูรณ์แบบ ซาบุโร่ (รับบทโดย ชุน โอกุริ) เด็กหนุ่มมัธยมปลายหลงยุคที่ต้องจับพลัดจับผลูมาสลับตัวและใช้ชีวิตเป็น โอดา โนบุนากะ จอมทัพผู้ยิ่งใหญ่แห่งยุคเซนโกคุ ได้เดินทางมาถึงจุดที่เขาสามารถรวบรวมแผ่นดินญี่ปุ่นให้เป็นปึกแผ่นได้จวนจะสำเร็จ พร้อมกับความสัมพันธ์อันลึกซึ้งกับ คิโช (รับบทโดย โค ชิบาซากิ) ภรรยาผู้เก่งกล้า และเหล่าขุนพลที่รักเขาจากใจจริง ไม่ใช่เพราะอำนาจ แต่เพราะความจริงใจและวิสัยทัศน์แห่งสันติภาพที่ซาบุโร่มี
ทว่า ความจริงอันโหดร้ายในตำนานประวัติศาสตร์ที่ซาบุโร่เคยอ่านในหนังสือเรียนกำลังคืบคลานเข้ามา เมื่อวันเวลาเดินหน้าเข้าใกล้ปี ค.ศ. 1582 ปีที่โนบุนากะจะต้องถูกทรยศและเสียชีวิตใน “เหตุการณ์ที่วัดฮอนโนจิ” สถานการณ์ยิ่งบีบคั้นเมื่อ โอดา โนบุนากะ ตัวจริง ที่หลบซ่อนตัวอยู่ในเงามืดภายใต้ชื่อ อาเคจิ มิตสึฮิเดะ เริ่มเกิดความริษยาและต้องการทวงคืนสถานะของตนเอง ผนวกกับแผนการล้างแค้นอันลึกลับของ ฮิเดโยชิ (รับบทโดย ทากายูกิ ยามาดะ) ซาบุโร่ต้องเลือกระหว่างการยอมจำนนต่อโชคชะตาแล้วตายตามประวัติศาสตร์ หรือจะลุกขึ้นสู้เพื่อเปลี่ยนอนาคตและปกป้องคนที่เขาดึงดูดเข้ามารายล้อมในโลกใบนี้!
มุมมองนักวิจารณ์: จากความฮาสู่ความซาบซึ้ง และการปิดฉากมหากาพย์ที่สมศักดิ์ศรี
In My Opinion ในฐานะนักรีวิวภาพยนตร์สายเจแปนนิสคอนเทนต์ Nobunaga Concerto เดอะ มูฟวี่ เป็นภาพยนตร์ที่ทำหน้าที่สรุปและปิดประเด็น (Closure) ทุกอย่างที่ซีรีส์ทิ้งไว้ได้อย่างสวยงามและทรงพลัง
- การเฉลี่ยบทและการแสดงระดับมาสเตอร์พีซ: ชุน โอกุริ พิสูจน์ให้เห็นว่าเขาคือเบอร์ต้นๆ ของวงการ การแสดงสลับไปมาระหว่าง ซาบุโร่ (เด็กหนุ่มมองโลกในแง่ดี ท่าทางเด๋อด๋าแต่เด็ดเดี่ยว) กับ มิตสึฮิเดะ (โนบุนากะตัวจริงที่เต็มไปด้วยความดาร์กและความระแวง) ทำได้อย่างไร้รอยต่อ เคมีระหว่างเขากับ โค ชิบาซากิ ในภาคนี้ทรงพลังมาก ฉากโรแมนติกและดรามาท้ายเรื่องสามารถบีบหัวใจคนดูได้อย่างรุนแรง
- งานสร้างโปรดักชันระดับโรงภาพยนตร์: แตกต่างจากเวอร์ชันทีวีอย่างเห็นได้ชัด ฉากการรบพุ่ง สมรภูมิกลางทุ่งหญ้า และฉากไฟไหม้วัดฮอนโนจิทำออกมาได้ยิ่งใหญ่ สมจริง และดูน่าเกรงขาม มุมกล้องและการใช้สีโทนอุ่นสลับเย็นช่วยเล่าสภาวะจิตใจของตัวละครที่ต้องแบกรับชะตากรรมของประเทศได้เป็นอย่างดี
- แก่นเรื่องที่ตั้งคำถามกับ “ความหมายของการมีชีวิต”: หนังไม่ได้ขายแค่ความสนุกตลกโปกฮาเหมือนช่วงแรกของซีรีส์ แต่ภาคนี้เน้นย้ำว่า “เราไม่สามารถเลือกเกิดได้ แต่เลือกที่จะทิ้งสิ่งดีๆ ไว้ให้คนรุ่นหลังจดจำได้” การตีความเหตุการณ์ทรยศระดับโลกให้ออกมาอบอุ่นหัวใจและมีเหตุผลรองรับ ถือเป็นความชาญฉลาดของทีมเขียนบท
บทสรุปความคุ้มค่า: นี่คือหนึ่งในภาพยนตร์ดัดแปลงจากมังงะ/ซีรีส์ที่ดีที่สุดเรื่องหนึ่งของญี่ปุ่น บทสรุปทำออกมาได้อิ่มเอมใจ ดนตรีประกอบจากวง Mr.Children (เพลง Footsteps) ยิ่งช่วยขับเน้นอารมณ์ตอนจบให้ฟินและตราตรึงใจไปอีกนาน ใครที่ชอบแนวซามูไร ข้ามเวลา หรือเป็นแฟนคลับชุน โอกุริ แนะนำว่าต้องหาแบบ [ซับไทย] มาดูให้จบครับ ครบรสแน่นอน!




